วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

จุดจบของ บอนนี่ และ ไคลด์

         ช่วงรุ่งสางของวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.1934 ที่ทางหลวงตัดผ่านแนวป่าใกล้กับเซลเลส ในหลุยส์เซียนา เจ้าหน้าที่พิเศษ 6 นาย ภายใต้การนำทีมของอดีตมือปราบรับจ้างเท็กซัส แฟรงค์ ฮาเมอร์ พวกเขาแอบซุ่มอยู่ห่างจากถนนใหญ่ราว 25 ฟุต หลังพุ่มไม้รกชัฏ พวกเขาตั้งใจรอคอยการปรากฏตัวของ 2 คู่หูอาชญากรแสนยิ่งใหญ่ ที่สร้างความปั่นป่วนให้ตำรวจทั่วทั้งเท็กซัสและรัฐใกล้เคียงมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี

        กลุ่มเจ้าหน้าที่ตามหา 2 คนนี้ แทบพลิกแผ่นดิน จนกระทั่งได้แหล่งข่าวว่าทั้งคู่กบดานในบ้านไร่แห่งหนึ่งใกล้เมืองรัสตัน หลุยส์เซียนา และทราบอีกว่าทั้ง 2 กำลังจะออกจากไร่ เพื่อมุ่งหน้าข้ามเขตรัฐเท็กซัสโดยทางถนนเส้นที่เขาซุ่มอยู่นี้

       กลุ่มเจ้าหน้าที่ใช้เวลาดักซุ่มนานถึง 7 ชั่วโมง ทางหลวงในตอนนั้นมันช่างเงียบสงัดเหลือเกิน คล้ายกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดหลับใหลจนหมดสิ้น แต่แล้วในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง  เมื่อเวลาประมาณ 9 โมงเช้า เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ยินเสียงรถวิ่งด้วยความเร็วสูงที่ดังแผดมาแต่ไกล


       “ ใช่พวกมันแน่ "เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น และแฟรงค์ ฮาเมอร์ก็ย่ำเท้าก้าวลงบนถนน เขาเดินไปตรงกลางถนน  และหยุดยืนรอรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงอย่างท้าทาย


       เจ้าหน้าที่หลายนายต่างคิดว่านายแฟรงค์บ้าไปแล้ว ที่ท้าทายรถของคู่หูจอมโจร  รถคันนั้นวิ่งด้วยความเร็วสูง และมันก็มาถึงจุดที่แฟรงค์ขวางถนน และมันเลือกที่จะหยุดแทนที่จะพุ่งชน!!

       คู่หูจอมโจรหยุดรถเมื่อเห็นคนยืนขวางถนน ถ้าสองจอมโจรนั่นทำตามคำท้าละก็ คงเอารถวิ่งเข้าชนนายแฟรงค์ไส้ทะลักแน่ๆ  เสียงเบรกของรถนั้นดังสนั่น รถเริ่มลื่นไถล ในขณะเดียวกันคน 2 คนในรถพยายามหันไปหยิบปืนที่เบาะหลังหมายจะยิงแฟรงค์ ฮาเมอร์ ที่กำลังจ้องปืนเล็งมาที่ทั้ง 2 แต่มันไม่เร็วไปกว่าปืนกลมือเจ้าหน้าที่ที่ซุ่มกลางทางหลายร้อยนัดที่พุ่งมาสาดใส่รถคันนั้นปานพายุ รถเกิดเสียหลัก มันไถลออกไปตกอยู่ข้างทางและจอดแน่นิ่ง
                
       หลังพายุกระสุนปืนสิ้นสุด  ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ทั้งหมดรีบเข้าประชิดตัวรถที่จอดสิ้นฤทธิ์อย่างระวัง รถพรุนไปด้วยกระสุนทั้งคัน ประตูด้านคนนั่งเปิดออก ปรากฏศพของผู้หญิงนั่งซุกหน้าลงหว่างขากอดปืนไว้บนตัก มือซ้ายยังคงกำซองบุหรี่ที่ชุ่มไปด้วยเลือด ร่างเธอพรุนด้วยกระสุนปืนไม่น้อยไปกว่ารถ และอีกศพคือศพผู้ชายซึ่งเป็นคนขับนั้นฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย ด้านหลังมีบาดแผลเหวอะหวะ มีเลือดพุ่งกระฉูดไม่หยุด ทั้ง 2 เสียชีวิตทันที สิ้นสุด“คู่แท้จอมโจร”ชื่อดังแห่งศตวรรษในที่สุด

วางแผน จับตาย

       FBI และเจ้าหน้าที่หลายรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอาละวาดแก๊งแบร์โรว์  เริ่มมีการประชุมวางแผนเพื่อจัดการแก๊งนี้อย่างเด็ดขาด โดยผลการประชุมมีการจัดตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษเพื่อไล่ล่าแก๊งนี้โดยเฉพาะ โดยขึ้นบัญชีไว้ว่า “จับเป็นหรือจับตายก็ได้” และยังแต่งตั้งให้ แฟรงค์ ฮาเมอร์ อดีตมือดีของเท็กซัส มือปราบรับจ้างมารับงานนี้ โดยได้ค่าตอบแทน 150 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยให้ร่วมมือกับ FBI และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

       ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ แฟรงค์ ฮาเมอร์ เริ่มปฏิบัติการตามล่า โดยวางแผนใช้นกสองหัว โดยให้มีสายในแก๊งคือเฮนรี เมธวิน สมาชิกคนล่าสุด โดยแฟรงค์ได้ติดต่อสื่อสารเขา  ผ่านทางพ่อของเขาไอแวน เมธวิน บอกว่าเขาจะให้โทษเบาหากเฮนรีร่วมมือ  บอกที่ซ่อนตัวของบอนนีและไคลด์

       21 พฤษภาคม 1934 เมื่อแฟรงค์และFBI เเกะรอยจนทราบว่าแก๊งแบร์โรว์อยู่ที่พื้นที่หลุยส์เซียนาแล้ว พวกเขาก็แวะพักผ่อนบริเวณแบล็คเลค ในบ้านไร่ของไอแวน เมธวิน ซึ่งบอนนีและไคลด์ใช้บ้านไร่แห่งนั้นพักผ่อนนอน 1 วัน 1 คืน

ถูกหมายหัว

       หลังจากเหตุการณ์ถล่มโรงเต้นรำ แก๊งแบร์โรว์จำต้องหลบหนี และระหว่างนั้นเอง เรย์มอนด์ แฮมิลตัน ได้ขอแยกตัวออกไป แต่ภายหลังเขาก็ถูกจับ เขาถูกพิพากษาจำคุกถึง 267 ปี

       ในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1932 แก๊งแบร์โรว์ บอนนี ไคลด์ และสมาชิกแก๊งใหม่ วิลเลียม แดเนียล โจนส์  พยายามขโมยรถคันหนึ่ง แต่เจ้าของรถชื่อ ดอยล์ จอห์นสัน เข้ามาขัดขวาง จึงถูกยิงเสียชีวิต

        6 มกราคม ค.ศ.1933  แก๊งแบร์โรว์ฆ่าตำรวจอีก เนื่องจากผู้ช่วยนายอำเภอฟอร์ตเวิร์ธ มัลคอม เดนิส พยายามเข้าจับกุม

        ในเวลาต่อมา บัค แบร์โรว์ น้องชายของไคลด์ พึ่งออกจากคุก จากนั้นก็เข้าแก๊งแบร์โรว์อีกครั้ง คราวนี้เขาพาภรรยาชื่อ บลังเซ เข้าร่วมด้วย ทำให้แก๊งแบร์โรว์ตอนนี้มีสมาชิกทั้งสิ้น 5 คน(ชาย 3 หญิง 2)

        หลังจากก่อคดีมากมายหลายคดี แก๊งแบร์โรว์หลบหนีย้ายไปอยู่มิสซูรี ทั้งหมดเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองจอพลิน มิสซูรี ซึ่งเจ้าของอพาร์ตเมนต์จำหน้าพวกเขาได้เลยแจ้งตำรวจ

        วันที่ 13 เมษายน เกิดการดวลปืนในอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น ไคลด์และโจนส์ถูกยิงบาดเจ็บ ส่วนฝ่ายตำรวจนั้นตาย 2 นาย คือเวสลีย์ แฮร์ริแมน และแฮร์รี แมคกินนีส ส่วนสมาชิกแก๊งที่เหลือหนีรอดทั้งหมด

บาดเจ็บและการสูญเสีย

แก๊งแบร์โรว์


     วันที่ 19 กรกฏาคม 1933 แก๊งแบร์โรว์ทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ บอนนี ไคลด์ โจนส์ บัค และบลังเช เดินทางไปหาที่กบดานใหม่  จนมาหยุดที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวชื่อเรค คราวน์ ที่แพร็ตต์ มิสซูรี ทั้งหมดเช่าบ้านแฝด 2 ชั้น 2 หลัง โดยมีโรงจอดรถอยู่ตรงกลาง แต่พวกเขาอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เพราะนักท่องเที่ยวรายหนึ่งจำหน้าได้  แล้วแจ้งให้นายอำเภอเมืองแพร็ตต์ หรือ ฮอลต์ คอฟฟีย์ ทราบ และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมที่พักแห่งนั้น และเกิดการดวลปืนเกิดขึ้น นายอำเภอโดนที่ลำคอ จากนั้นบัค แบร์โรว์ออกจากบ้านแล้วไถลไปมาพร้อมยิงปืนกลใส่เจ้าหน้าที่ แต่ก็ถูกกระสุนยิงที่ศีรษะด้วยเช่นกัน ทั้งหมดพยายามหนีออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถ และสามารถหลบหนีไปได้อีกครั้ง

    3 วันต่อมา วันที่ 24 กรกฎาคม 1933 เจ้าหน้าที่ทราบข่าวอีกครั้งว่าแก๊งแบร์โรว์หลบหนีไปอยู่เมืองเด็กซ์เตอร์ ไอโอวา เพื่อรักษาบาดแผลจากการดวลปืนครั้งนั้น จนพบแหล่งกบดานที่สวนสนุกร้างแห่งหนึ่ง ตำรวจมุ่งไปสวนสนุกแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว สงครามปืนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ไคลด์ต้องแบกบอนนีขึ้นบ่าพร้อมกับโจนส์หลบหนีไปได้ ส่วนบัคและบลังเชยอมจำนน  และถูกจับที่สวนสนุกแห่งนั้นเอง

     หลายวันต่อมาบัคทนพิษบาดแผลจากการดวลปืนครั้งนั้นไม่ไหวและเสียชีวิตลง ส่วนบลังเชถูกส่งเข้าเรือนจำหญิงในมิสซูรี


     หลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของแก๊งแบร์โรว์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ออกตามจับอย่างไม่ลดละ พวกเขาหนีไปไหนก็เจอเจ้าหน้าที่เกือบทุกจุด ซึ่งเป็นเหตุให้วิลเลียม โจนส์ ต้องแยกตัวออกไป  เพราะกลัวตาย(แต่ก็ไปไม่รอด เขาถูกจับในเท็กซัส)               วันที่ 22 พฤศจิกายน หลังจากที่บอนนีและไคลด์อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ก่อนที่จะตัดสินใจไปเยี่ยมแม่ของบอนนีที่บ้านในดัลลัส และตำรวจก็ตามไปดักอีก จึงเกิดการดวลปืนอีกครั้ง ส่งผลให้บอนนีและไคลด์โดนกระสุนเข้าที่ขา ทำให้ทั้ง 2 ต้องหลบหนีไปที่ตำรวจตามกลิ่นไม่ได้อีกครั้งอย่างหัวซุกหัวซุน

      14 มกราคม ปีค.ศ.1934 บอนนีและไคลด์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง  ที่เรือนจำอีสต์แฮม ไพรสัน ฟาร์มในฮันต์สวิลล์ โดยพยายามช่วยเหลือเพื่อนเก่าหลบหนีออกจากคุก  คือเรย์มอนด์ แฮมินตัน เรย์มอนด์หลบหนีออกมาได้  พร้อมกับเพื่อนคุกอีกคนคือเฮนรี เมธวิน ระหว่างหลบหนียังได้ฆ่าผู้คุมตายไปอีกหนึ่งคน

       เมื่อบอนนี และไคลด์ช่วยเหลือเรย์มอนด์และเฮนรีออกมาได้ แก๊งแบร์โรว์ก็เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง  โดยมีสมาชิกใหม่คือเรย์มอนด์และเฮนรี เมธวิน ในระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม แก๊งแบร์โรว์ออกอาละวาดหนักอีกครั้ง ตระเวนปล้นทั้งร้านค้า ห้างร้าน และธนาคาร

       ในเวลาต่อมาเรย์ แฮมิลตันขอออกจากแก๊ง และถูกตำรวจจับได้อีกครั้ง คราวนี้เขาได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าในปีค.ศ.1935 จากความผิดฐานฆ่าผู้คุม  ระหว่างหลบหนีออกจากคุกที่ฮันต์สวิลล์

       หลังจากเรย์มอนด์ออกไป ในแก๊งแบร์โรว์เหลือสมาชิกเพียง 3 คน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่หยุดปล้น ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1934 วันอาทิตย์ ที่อีสต์เตอร์ แก๊งแบร์โรว์ฆ่าตำรวจทางหลวงตายอีก 2 นายที่แทร์แรนต์ เคาน์ตี เท็กซัส โทษฐานเรียกให้รถของเขาหยุด             5 วันต่อมา แก๊งแบร์โรว์ฆ่าตำรวจอีกหนึ่งนาย  ที่คอมเมิร์ซ โฮคลาโฮมา และลักพาตัวหัวหน้าสายตรวจ เพอร์ซีย บอยด์ แต่ในที่สุดก็ปล่อยตัวกลับมา พร้อมกับมุกเล็กๆของบอนนีว่า “ ไปบอกคนอื่นๆด้วยนะว่าหนังสือพิมพ์ที่เอาภาพฉันสูบซิการ์ไปลงน่ะ  มันเรื่องโกหก ฉันไม่ได้สูบนะ บุคลิกเสียหมด ”

โด่งดัง (จอมโจรคู่สามีภรรยาที่โด่งดังที่สุดแห่งศตวรรษ)

        หลังศึกการดวลปืนที่มิสซูรี่ ชื่อของบอนนีและไคลด์  กลายเป็นจอมโจรคู่สามีภรรยาที่โด่งดังที่สุดแห่งศตวรรษ จากนั้นสำนักพิมพ์ได้ม้วนฟิล์มที่ถ่ายกันเองในแก๊ง เป็นภาพของสมาชิกทุกคนในท่วงท่าลีลาต่างๆกัน พร้อมกันนี้ยังมีบทกวีของบอนนี ปาร์คเกอร์ ชื่อ“สุดสายทาง”ที่บอนนีได้แต่งขึ้น  เหมือนกับเธอรู้ว่าอนาคตวันข้างหน้าเธอจะพบจุดจบอย่างไร โดยบทกวีนี้เขียนไว้ว่า


“เมื่อคุณอ่านเรื่องของเจสซี เจมส์

คุณจะรู้ว่าเขาจะตายอย่างไร

และหากคุณอยากรู้ต่อไป

อยากอ่านอะไรที่สนุกกว่านี้อีก

ต้องอ่านเรื่องราวของบอนนีและไคลด์”


        ภาพชุดและบทกวีที่ส่งมายังสำนักพิมพ์นั้น ถูกนำตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่ว สื่อต่างๆได้สร้างภาพของบอนนีและไคลด์  กลายเป็นแก๊งจอมโจรแห่งยุคไปโดยปริยาย ไม่เพียงละแวกเท็กซัส หลุยส์เซียนา และมิสซูรีเท่านั้น แต่ยังทั่วประเทศด้วย โดยเห็นได้จากสินค้า ปกแม็กกาซีน โรงละคร จะต้องมีเรื่องของบอนนีและไคลด์ทั้งสิ้น
     
        10 มิถุนายน ปี ค.ศ.1933 บอนนีได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำที่เวลลิงตัน เท็กซัส บอนนีถูกไฟลวก ซ้ำชาวบ้านยังที่มาเห็นเหตุการณ์  เกิดจำหน้าแก๊งแบร์โรว์ได้  จึงแจ้งตำรวจมาจับ แต่ไคลด์ก็ช่วยบอนนี่ได้ทัน เขาขู่ตำรวจและปล้นรถตำรวจหนีออกมาได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้บอนนีไม่สามารถกลับมาเดิมปกติได้อีก จำเป็นต้องเดินกะเผลกและหาอะไรค้ำยัน หรือบางทีต้องให้ไคลด์อุ้มไว้อยู่เสมอ

จุดเริ่มต้น ของ “แก๊งแบร์โรว์”

      วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1932 เป็นวันที่ไคลด์ออกจากคุก บอนนีเป็นคนไปรับไคลด์ที่หน้าเรือนจำอย่างชื่นบาน ไคลด์เดินกะโผลกกะเผลกเพราะแผลที่ตัดนิ้วเท้า  และโผซบบอนนีอย่างรักจริงหวังแต่ง และตั้งแต่นั้นมา ทั้ง 2 ก็ใช้ชีวิตร่วมกัน  และไม่เคยแยกจากกันอีกเลย

      แม้ออกจากคุก แต่นิสัยขี้เกียจของไคลด์ก็ยังแก้ไม่หาย เขาไม่คิดจะกลับตัวกลับใจแต่อย่างใด และยังคงทำเรื่องเลวๆเช่นเดิม ไม่ว่าปล้น ขโมย เพียงแต่คราวนี้เขาทำจริงๆจังๆ และหนักข้อขึ้น ไคลด์เริ่มพยายามรวมรวมพรรคพวกขึ้นเพื่อตั้งแก๊งใหม่ โดยใช้ชื่อ“แก๊งแบร์โรว์”

      ในช่วงเวลานี้เอง ด้วยความรักที่มีต่อไคลด์ บอนนีก็เข้าร่วมแก๊งไคลด์ด้วย และบอนนีก็กลายสภาพเป็นนางโจรนับตั้งแต่นั้นมา

      ภารกิจแรกของแก๊งแบร์โรว์ ตอนแรกนั้น ทั้งกลุ่มยังมีแค่ไคลด์ บอนนี และเพื่อนสมัยเด็กของไคลด์  ชื่อเรย์มอนด์ แฮมิลตัน พวกเขาทำการออกปล้นร้านที่คอฟแมน เท็กซัส แต่โชคร้ายบอนนีถูกจับได้ในระหว่างหลบหนี ส่วนที่เหลือรอดไปได้ แต่บอนนีถูกจำคุกเป็นเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น เนื่องจากคดีไม่ร้ายแรงมากนัก

      แม้ตอนนั้นแก๊งแบร์โรว์จะเหลือแค่ 2 คน คือ ไคลด์ และ เรย์มอนด์ แต่ทั้ง 2 ยังคงปล้นตามปกติ จุดต่อมาที่ปล้นคือ บริษัทน้ำมัน “ซิม ออย” ในดัลลัส เท็กซัส

       ในวันที่ 30 เมษายน ปีค.ศ.1932 แก๊งแบร์โรว์ปล้นร้านจิวเวลรี ที่ฮิลล์โบโร เท็กซัส ครั้งนี้เรย์มอนด์เกิดไปยิงเจ้าของร้านชื่อ จอห์น บูเซอร์เข้า(แต่ตำรวจเชื่อว่าเป็นฝีมือไคลด์มากกว่า3 เดือนจากนั้น บอนนี่ก็ออกจากคุก และเธอก็เข้าร่วมแก๊งแบร์โรว์  ตระเวนปล้นร่วมกับไคลด์อีก

       วันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ.1932 แก๊งแบร์โรว์ฆ่าตำรวจครั้งแรก ในระหว่างที่พวกเขากำลังเที่ยวที่โรงเต้นรำ “สตริงตัน แดนซ์” ที่อโตกา โอคลาโฮมา ซึ่งตอนนั้นไม่มีบอนนีมีเพียงแต่ไคลด์ เรย์มอนด์ และเพื่อนอีก 2 คน ในขณะที่ทั้งหมดกำลังสนุกสนานบังเทิงและกำลังเมาอยู่นั้นนายอำเภอ ยูจีน มัวร์ และผู้ช่วย ซ๊.จี.แมกซ์เวลล์ เกิดไปเห็นและพยายามที่จับกุมไคลด์  ทำให้มีการเปิดฉากยิงปืนในโรงเต้นรำ เสียงปืนดังแบบหูดับตับไหม้ หลังสิ้นเสียงปืน ปรากฏว่านายอำเภอยูจีน มัวร์ เสียชีวิต ส่วนผู้ช่วยได้รับบาดเจ็บ และแก๊งแบร์โรว์ทั้งหมดหนีไปได้


   การปะทะครั้งนั้นทำให้แก๊งแบร์โรว์ถูกออกหมายจับในเท็กซัส และถูกขึ้นบัญชีดำจาก FBI ด้วย

ออกจากคุก (รอบที่2) ของไคลด์

       แม้ไคลด์จะโดนติดคุกที่เรือนจำ อีสต์แฮม ไพรสัน ฟาร์ม ระหว่างปี1930-1932 แต่กระนั้นเขาก็ไม่หมดลายง่ายๆ เขาสร้างอิทธิพลและบารมีในคุก  จนเป็นหัวโจกที่ไม่มีใครกล้าตอแย เรื่องประจำที่เขาและเพื่อนๆทำในคุกนี้ทุกวันคือ หาเรื่องต่อยตี อัดถั่วดำนักโทษใหม่ และที่ร้ายสุดมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาได้ฆ่าเจ้าหน้าที่เรือนจำคนหนึ่งจนเสียชีวิตด้วยท่อเหล็กฟาด แต่ไม่มีใครเอาผิดไคลด์ได้เพราะทุกคนในคุกเลือกที่จะหุบปาก


        อนึ่ง ไคลด์มีนิสัยที่ขี้เกียจมากๆ เขาไม่ชอบทำงานหนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งเขายอมเอาขวานมาจามนิ้วเท้าของตนเองจนขาดกระเด็นไป 2 นิ้ว เพื่อจะได้ไปทำงานในไร่ฝ้าย(อะไรมันจะขี้เกียจขนาดนั้นเนี้ย)


        และด้วยความพยายามของแม่ของไคลด์ ซึ่งเธอวิ่งเต้นจนสามารถให้ศาลอภัยโทษเขาได้ โดยให้เหตุผลคือไคลด์เป็นนักโทษชั้นดีในเรือนจำ(เพราะทั้งผู้คุมและเพื่อนนักโทษไม่กล้ารายงานเรื่องไคลด์) ส่งผลให้ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวไคลด์หลังจากรับโทษครบ 2 ปีเท่านั้น


        วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1932 เป็นวันที่ไคลด์ออกจากคุก บอนนีเป็นคนไปรับไคลด์ที่หน้าเรือนจำอย่างชื่นบาน ไคลด์เดินกะโผลกกะเผลกเพราะแผลที่ตัดนิ้วเท้า  และโผซบบอนนีอย่างรักจริงหวังแต่ง และตั้งแต่นั้นมา ทั้ง 2 ก็ใช้ชีวิตร่วมกัน  และไม่เคยแยกจากกันอีกเลย

จุดเริ่มต้นของคนสองคน

       เดือนมกราคม ปีค.ศ. 1930 ไคลด์กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เขตดัลลัส  ตะวันตกอีกครั้ง ที่นั่นเขาพบบอนนีเป็นแรก และเห็นปุ๊บก็รักทันทีตั้งแต่แรกพบ มันเป็นความรักทันด่วนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากทั้งคู่อายุพอๆกัน  คือไคลด์อายุ 21 ส่วนบอนนีอายุ 20 ซึ่งหลังจากนั้นหนึ่งเดือนต่อมา บอนนีก็พาไคลด์ไปบ้านแม่ของเธอ แนะนำไคลด์ให้รู้จักกับครอบครัว  ซึ่งแม่ของบอนนียอมรับไคลด์  เพราะเชื่อว่าเขาจะช่วยสมานแผลเรื่องครอบครัวที่ล้มเหลวของบอนนีได้

        แต่ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เริ่มต้นไม่ดีนัก  หลังจากที่ไคลด์พักบ้านบอนนี 1 คืน และเช้าต่อมาไคลด์ก็ถูกจับอีกครั้งจากคดีเก่าที่ทำไว้ในปี 1929 เช่น ลักเล็กขโมยน้อย ย่องเบา ปีนบ้านคนรวยเพื่อขโมยของ แอบเข้าร้านค้าเพื่อขโมยเงินในเซฟ และงัดรถ ส่งผลให้ไคลด์ต้องจำคุกที่เรือนจำ แมคเคลนแนน เคาน์ตี เป็นเวลา 2 ปี

        แม้ไคลด์จะโดนจำคุกแต่ก็ไม่หยุดความรักของบอนนีได้ ซึ่งระหว่างไคลด์ถูกจำคุก บอนนีได้พยายามไปเยี่ยมไคลด์ในเรือนจำทุกวัน



 จนกระทั่งวันหนึ่งไคลด์บอนนีว่าเขาจะหนีออกจากคุก

        แผนก็ง่ายๆ ไคลด์บอกบอนนีว่าให้หาปืนโคลต์แล้วแอบซ่อนมาให้เขา ซึ่งบอนนีก็กลับไปบ้านเพื่อวางแผน และด้วยมันสมองของเธอ  บอนนีได้วางแผนให้ญาติคนหนึ่งแอบเอาปืนส่งให้ไคลด์  โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้


       ผลคือ...............มันได้ผล ปืนอยู่ในมือไคลด์เป็นที่เรียบร้อย
และแล้วไคลด์ก็ใช้ปืนนั้นแหกคุกได้สำเร็จ เขาหลบหนีออกจากเรือนจำพร้อมกับวิลเลียม เทอร์เนอร์ และนักโทษอีกคน ทั้ง 3 หลบไปถึงเมืองมิเดิลทาวน์ ในโอไฮโอ แต่ก็ถูกจับได้อีก คราวนี้ไคลด์โดนโทษหนักถึง 14 ปีฐานหลบหนี และถูกส่งตัวไปที่เรือนจำอีสต์แฮม ไพรสัน ฟาร์ม

ไคลด์ แบร์โรว์

 ไคลด์ แบร์โรว์ มีชื่อเต็มว่า ไคลด์ แชมเปียน แบร์โรว์(โดยมีชื่อกลางที่แท้จริงคือ เชสต์นัต) 

เขาเกิดวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1909 ที่เทเลโก เท็กซัส เขาเป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 8 คนในครอบครัวแบร์โรว์ บิดาของไคลด์ทำอาชีพรับจ้างทำนาให้กับเจ้าของที่ดิน

    เมื่อครั้งไคลด์ตอนเป็นเด็กนั้นค่อนข้างเกเรมาก ไม่สนใจการเรียน นั่นทำให้เขาเรียนไม่ถึงเกรด 5 ก็ออก  นอกจากนั้นเขายังชอบทรมานสัตว์ราวกับว่ามันเป็นเกมที่แสนสนุกของเขาทีเดียว

    อีกมุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ไคลด์มีฮีโร่ด้วย ฮีโร่นี้คือบัฟฟาโล บิลล์ โคดี(Buffalo Bill Cody) เป็นนักสู้วัวและนักแสดงละครสัตว์ชื่อดังในอดีต นอกจากนี้เขายังหลงใหลการเล่นแซ็กโซโฟนเป็นชีวิตจิตใจด้วย

    เมื่อไคลด์อายุ 12 ปี พ่อของเขาตัดสินใจคืนที่นาให้กับเจ้าของที่  และอพยพครอบครัวไปในเขตดักลัสตะวันตก และหันไปเปิดอาชีพปั๊มน้ำมันเล็กๆที่นั่น ส่วนไคลด์ถูกส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนซีดาร์ วัลลีย์ แต่เรียนไม่นานก็ออก และหันมาเป็นมิจฉาชีพ

     โดยครั้งแรกของการเป็นมิจฉาชีพของไคลด์คือการขโมยพรมขนแกะออกมาเร่ขายกับนายชายบีก แบร์โรว์ หลังจากนั้นไคลด์ก็ถูกจับไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ในข้อหาขโมยรถและขโมยเปิดเซฟในปี ค.ศ.1928 ไคลด์ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อเผชิญโชคตามลำพัง ช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังล่มสลายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ในปี ค.ศ.1929 ตลาดหุ้นวอลล์สตรีตในนิวยอร์คล้ม หุ้นส่วนใหญ่ดิ่งเหว และเกิดอาชญากรรมอย่างมากมายในประเทศที่ดังๆ ก็อัล คาโปน คดีลินเบิร์ก


               ช่วงนั้นไคลด์กำลังอยู่ในการสร้างตัว(ฝึกการเป็นโจร) โดยเขาร่วมมือกับน้องชายบัค กัยเพื่อน ก่ออาชญากรรมครั้งแรก ด้วยการปล้นอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในเดนตัน เท็กซัส และปล้นบ้านเศรษฐีใน เฮนเรตตา เท็กซัส


               ในเดือนตุลาคม ไคลด์พร้อมเพื่อน 2 คน คือวิลเลียม เทอร์เนอร์ และแฟรงค์ ฮาร์ดี ถูกตำรวจจับที่โรงแรมรูสเวลต์ในวาโก เท็กซัส ด้วยข้อหาชขโมยรถ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เจนจัดของไคลด์  เขาทำเป็นร้องไห้ฟูมฟายบอกท่าเดียวว่าไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการขโมยรถใดๆทั้งสิ้นสองคนนั้นต่างหากที่ผิด ผลคือตำรวจเชื่อและปล่อยตัวไคลด์ไป ส่วนเพื่อนสองคนของเขาถูกส่งเข้าเรือนจำ

บอนนี ปาร์คเกอร์

บอนนี ปาร์คเกอร์ หรือมีชื่อเต็มว่า บอนนี เอลิซาเบธ ปาร์คเกอร์

   เธอเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1910 ในโรงนา เท็กซัส เธอเป็นลูกคนรองในจำนวนพี่น้อง 3 คน ซึ่งเป็นผู้หญิงหมด บิดาของเธอทำงานเป็นช่างฉาบปูน แต่หลังเธอเกิดเพียง 4 ปี บิดาก็เสียชีวิตลง ทำให้เด็กทั้งหมดต้องให้ตาและยายเลี้ยง ทำให้บอนนีต้องย้ายบ้านไปเมืองซีเมนต์ ดัลลัส โดยแม่ของเธอต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด

   บอนนี เป็นคนสวย ตัวเล็กๆ ตาสีฟ้า ผมสีทอง  เรียนหนังสือเก่ง เธอสอบได้คะแนนดีเสมอ ในปีค.ศ. 1924 เธอเข้าศึกษาต่อระดับไฮสคูล และเคยแข่งขันชนะสะกดตัวอักษร

    บอนนีตอนเป็นเด็กนั้นเธอไม่มีท่าทีเป็นคนก้าวร้าวรุนแรงแม้แต่น้อย แต่เธอก็มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ เธอเป็นคนช่างฝัน มีอารมณ์สุนทรีย์ อยากจะได้แฟนที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาว และเอาเธอมาเป็นคู่ครองเพื่อสร้างตำนาน หรืออะไรสักอย่างให้คนอื่นจดจำ

   ดังนั้นถ้าเธอมีแฟนละก็ เธอจะรักมากๆ รักจนโงหัวไม่ขึ้น..................

   ในปี ค.ศ.1925 บอนนีอายุ 15 ปี ก็เลิกเรียนหนังสือตามค่านิยมของวัยรุ่นอเมริกาสมัยนั้น จากนั้นเธอก็แต่งงานกับชายชื่อ รอย ธอร์นตัน บอนนีรักเขามากๆ ถึงขนาดสักรูปหัวใจคู่ลงชื่อเขาที่ต้นขา แต่ไม่นานนักรอยต้องติดคุกในข้อหาฆ่าคนตายและหลบหนี บอนนีเลยเลิกรักกับรอยและแยกทาง แต่กระนั้นเธอก็ยังสวมแหวนแต่งงานของรอยอยู่กระทั่งวันสุดท้ายของเธอจากนั้น

   เมื่อบอนนีอายุ 18 ปี ก็ย้ายไปอยู่เขตดัลลัส ตะวันออกเพื่อหางานทำ เธอได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้าน มาร์โก คาเฟ่

   ปี ค.ศ.1930 เมื่ออายุครบ 20 เธอก็ไปเยี่ยมเพื่อนที่เขตดัลลัส และที่นั่นเธอก็ได้พบกับไคลด์ครั้งแรก



บอนนี่ และ ไคลด์

บทสรุป

     ศพของไคลด์ แบร์โรว์ ถูกนำไปฝังที่สุสานเวสต์ ดัลลัส วันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1934 ข้างๆศพบัค แบร์โรว์ น้องชายของเขา โดยงานศพจัดขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมาย ส่วนศพของบอนนี ปาร์คเกอร์ ครอบครัวของเธอไม่ต้องการให้อยู่เคียงข้างไคลด์ ดังนั้นศพเธอเลยถูกนำไปฝังที่สุสานในเวสต์ ดักลัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1934 ท่ามกลางผู้ร่วมงานมากมายเช่นกัน แม้การกระทำของพวกเขาจะโหดร้ายไร้ความเมตตา แต่สำหรับคนท้องถิ่นแล้วพวกเขากลายเป็นวีรบุรุษอย่างไม่ต้องสงสัย

     ส่วนแฟรค์ ฮาเมอร์หัวหน้ามือปราบ  เขาได้รับเงินรางวัลในฐานะมือปราบจากทางการ และได้รับคำชมเชยทั่วทุกสารทิศ ส่วนเฮนรี เมธวินเขาได้รับการอภัยโทษตามที่แฟรค์สัญญาไว้  แต่ไม่กี่ปีต่อมาเขาก่ออาชญากรรมอีก  ส่งผลให้ติดคุกนานถึง 12 ปี เป็นอันจบแก๊งดังแห่งยุค บอนนีและไคลด์และแก๊งแบร์โรว์ ที่มันเหมือนบทกวีที่บอนนีเขียนไว้  ราวกับว่าเธอจะรู้วันที่พบจุดจบภายภาคหน้า


"เมื่อคุณอ่านเรื่องของเจสซี เจมส์


คุณจะรู้ว่าเขาจะตายอย่างไร


และหากคุณอยากรู้ต่อไป


อยากอ่านอะไรที่สนุกกว่านี้อีก


ต้องอ่านเรื่องราวของบอนนีและไคลด์"



ที่มา : พลิกแฟ้มคดีอื้อฉาวเอฟบีไอ


       เว็บเด็กดี ของคุณCammy

       http://www.winkgang.com/13579/23224/ประวัติของฆาตกร-แก๊งนายเสือและนางสิงห์